SF SHINee
MINHO X JONGHYUN
HOHYUN
ประเทศอังกฤษ กรุงลอนดอน
เข็มนาฬิกาที่ยังคงเดินไปเรื่อยไม่รอใคร ทั้งๆที่เวลายังสามารถเดินต่อไปได้
แต่สำหรับหัวใจใครบางคนกลับไม่ได้เดินตามเวลาไปเลยสักวินาที
เหมือนว่าเวลาของหัวใจเขาได้หยุดเดินไปตั้งแต่คราวนั้นเสียแล้ว ลมหายใจที่เข้าออกบ่งบอกให้รู้ว่าเขายังคงมีชีวิต
ยังคงมีลมหายใจที่ใช้ดำเนินชีวิตต่อไปเหมือนคนอื่นๆ
แต่เวลาที่เดินผ่านมันเดินช้าเสียเหลือเกิน
ทั้งๆที่ทุกคนมีเวลายี่สิบสี่ชั่วโมงเท่ากัน
แต่ทำไมเวลาของผมมันถึงได้เดินช้าแบบนี้ แค่นาทีเดียวในความรู้สึกของผมมันช่างยาวนานราวกับว่าเป็นเวลานับวัน
ผมยังคงใช้ชีวิตอยู่ในสถานที่เดิมๆ กับคนเดิมๆ
แต่ทำไมผมถึงได้รู้สึกไม่เหมือนเดิม
ในหนึ่งวันที่ผ่านไปก็ยังคงเหมือนเดิมผมยังคงตื่นแต่เช้าเพื่อไปวิ่งออกกำลังกาย
กลับมาก็อาบน้ำแต่งตัว ผมเดินจากที่พักไปแวะร้านอาหารประจำเพื่อทานข้าวเช้า
จากนั้นก็ไปเรียน นั่งขีดเขียนในสิ่งที่คิดจำเป็นต้องจำ
คุยกับเพื่อนอย่างเคยแต่น้อยลง หลังเลิกเรียนก็ตรงดิ่งกลับบ้านไปทำงานที่ค้าง
ถ้าไม่มีผมจะย้ายสังขารตัวเองไปเตะบอลกับเพื่อน
ไม่อย่างนั้นก็ปลีกวิเวกไปร้านหนังสือคนเดียว จากนั้นก็กลับบ้านนอน
ผมใช้ชีวิตแบบนี้มาเกือบปีแล้ว เพื่อเรียนให้จบตามที่พ่อแม่คาดหวัง
อีกไม่นานผมคงได้กลับบ้านเกิด
กลับไปเจอคนคนนั้น คนที่ผมยังรักไม่เปลี่ยนแปลงแม้แต่วินาทีเดียว อีกไม่กี่วันชีวิตในกรุงลอนดอนของผมจะจบลง
ผมจะกลับไปทำงานช่วยพ่อแม่ที่บ้านเกิด และกลับไปตามหัวใจที่คนคนนั้น
ถึงแม้ว่าเมื่อถึงเวลานั้นจริงๆ คนที่ผมรักเขาจะไม่อยากจะเสียสายตามองหน้าผมด้วยซ้ำก็ตาม
ประเทศญี่ปุ่น กรุงโตเกียว
ตามทางเดินเท้าที่เต็มไปด้วยกลีบซากุระสีชมพู
ผู้คนมากมายเดินผ่านสวนกันไปมาแต่ไม่วุ่นวายเท่าไหร่นัก
บางคนเดินคุยกันอย่างสนุกสนาน บางคนก็แวะถ่ายรูปกับต้นซากุระสีหวานนั้นซ้ำๆจนพอใจ ดวงตาหวานมองภาพเหล่านั้นแล้วยกกล้องในมือขึ้นถ่ายภาพไว้
ไม่รู้ว่านานแค่ไหนแล้วที่เขาจับกล้องถ่ายรูปถ่ายภาพคนนู่นคนนี้ไปเรื่อยๆ
พอรู้ตัวอีกทีเขาก็กลายเป็นช่างภาพคนหนึ่งไปเสียแล้ว
เนื่องจากเขาใช้เวลาไปกับการมองภาพผ่านเลนส์ แล้วก็นำภาพที่ตัวเองถ่ายลงแกลลี่เก็บไว้
แต่ไม่รู้ว่าอะไรดลใจให้มีบริษัทหนึ่งเข้าไปดูภาพของเขา
แล้วเกิดชอบมันขึ้นมาซะแบบนั้น
จากนั้นก็มีคนติดต่อมาให้เขาส่งภาพที่ถ่ายไว้ไปให้แล้วก็ส่งค่าตอบแทนมาให้
จนถึงตอนนี้ผมก็ได้กลายเป็นคนที่มีอาชีพทำเหมือนคนอื่นๆไปเสียแล้ว
ทั้งๆที่ภาพเหล่านั้นเขาถ่ายเก็บไว้เป็นความทรงจำต่างหากเวลาไปเที่ยวที่ไหนก็ตาม
ทำให้ตอนนี้เขาสามารถเดินทางไปที่ไหนก็ได้
เพียงแค่ส่งภาพที่ถ่ายไปให้บริษัท
บริษัทนั้นทำนิตยสารท่องเที่ยวและได้ใช้ภาพที่ผมถ่ายลงไปในนิตยสารนั้นด้วย
ในนามของ K.JH90 ผมใช้นามนั้นแหล่ะตามคำของคนที่ตามผมไปทุกที
“หิวอะไรหรือยัง”
เสียงทุ้มนุ่มของคนที่ผมนั่งพิงไหล่ถามขึ้น
หลังจากที่ปล่อยให้ผมมองกลีบซากุระหล่นจากต้นลงพื้นมาสักพักแล้ว
มือนุ่มนิ่มโอบไหล่ผมราวกับจะปลอบโยนให้หายจากความเจ็บปวด
ทั้งๆที่เรื่องนั้นก็ผ่านมาตั้งนานแล้ว แต่ทำไมคนในอ้อมกอดถึงได้ลืมมันไม่ลงสักทีกันนะ
มีวิธีไหนที่ผมจะช่วยให้เขาลืมความเจ็บปวดนั้นเสียที
“ครับ ไปทานขนมกันนะ ^^”
คนในอ้อมกอดตอบ ก่อนจะเงยหน้ามองคนตัวอุ่น
ดวงตากลมโตภายใต้คอนแทคเลนส์สีเทามองตาคมเป็นประกาย
ไม่ว่าเวลาไหนแค่มีคนคนนี้เขาก็สบายใจ
ลืมเรื่องราวเหล่านั้นที่คอยหลอกหลอนเวลาอยู่คนเดียวจนหมดสิ้น
ถ้าบอกว่าคนที่นึกถึงคนแรกคือใคร เมื่อก่อนผมคงตอบว่าเป็นคนตัวสูง
แต่ตอนนี้คำตอบนั้นเปลี่ยนไปแล้ว ในตอนนี้ผมคงตอบว่าเป็นคนตรงหน้า
ที่คอยจับมือผมไว้และไม่เคยที่จะปล่อยผมไปสักครั้งเดียว
“ผมหมายถึงอาหารต่างหาก -
-;”
ร่างโปร่งท้วงขึ้น ก่อนจะเอามือไปจับหัวกลมๆสีน้ำตาลบลอนด์ที่พิงไหล่นั้นโยกเล่นเบาๆอย่างขำๆ
แต่คนโดนทำนั้น กลับกลายเป็นว่าภาพที่เห็นมันหมุนติ้วๆไปเสียแล้ว
“มึนไปหมดแล้ว”
ร่างเล็กเอ่ย
เมื่อคนที่เล่นหัวของเขาไม่ยอมหยุดสักที
ทำไมผมถึงได้มองภาพตรงหน้าแล้วมันไม่นิ่งอ่า
มันหมุนติ้วๆไปด้วยกันหมดเลยจนมึนไปหมดแล้วอ่า
“โทษที เป็นไรมากไหม”
คนทำเอ่ยอย่างตกใจ
ก่อนจะหยุดเล่นแล้วใช้มือกุมพวงแก้มใสเอาไว้ ช่วยคนตรงหน้าให้หายจากอาการโลกหมุน
ไม่ได้ตั้งใจให้มันเป็นแบบนี้สักหน่อย สงสัยจะเพลินจนลืมยั้งมือ -
-;
“อนยูอ่า แกล้งกันทำไม”
ร่างเล็กบ่น ทำหน้างอ ปากยื่นใส่
ก่อนจะลุกเดินหนีคนตัวโตกว่า แต่ทว่าก้าวไปในไม่กี่ก้าว
คนที่โดนงอนก็เดินตามมารวบตัวคนตัวเล็กไปไว้ในอ้อมกอดเสียก่อน อนยูยิ้มน้อยๆที่คว้าตัวร่างนั้นไว้ทัน
แต่คนโดนกอดกลับเงียบไปเพราะงอนอยู่
“ฮยอนอ่า พี่ขอโทษ”
คนแก้มนุ่มเอ่ยอ้อนๆของหูบาง
ก่อนจะงับหูนั้นแล้วแอบขโมยหอมแก้มใสๆอย่างหมั่นเขี้ยว
น้องชายคนนี้ของเขาน่ารักมากๆเลยว่าไหม ถึงจะขี้บ่น ขี้งอแงไปหน่อยก็เถอะน่ะ
“ไม่หายหรอก พี่ต้องเลี้ยงก่อน”
“ปกติพี่ก็เลี้ยงไม่ใช่เหรอไง”
คนเป็นพี่ตอบ ก่อนจะหัวเราะใส่
แล้วเปลี่ยนมาเดินข้างๆร่างเล็กแทน จะกอดทำไมให้โดนคนอื่นมองเขินเล่นกันแล้ว
ถึงเขาสองคนจะนับกันเป็นพี่น้อง แต่คนอื่นที่ไม่รู้ก็มองเขาเป็นคู่รักอยู่ดี
สายตาที่มองมันเลยแปลกไป ทำให้เขาสองคนเขินขึ้นมาได้ง่ายๆเหมือนกัน
“วันนี้กินราเม็งกัน”
จงฮยอนหันมาถามคนข้างกาย
พร้อมแอบมองใบหน้าคนที่เดินด้วยไปในตัว ไม่ว่าจะผ่านไปนานแค่ไหน
อนยูก็ยังเหมือนเดิม ดูเหมือนว่าถึงอายุจะมากขึ้นก็จริง
แต่ทำไมหน้าถึงได้ดูเด็กลงก็ไม่รู้ มันไม่ค่อยจะสัมพันธ์กันเลยนะว่าไหม
ผมควรจะอิจฉาไหมเนี่ย
“ไหนบอกว่าจะกินขนม”
คนโดนถามไม่ได้ตอบแต่ถามกลับ
ก็เมื่อกี๊บอกว่าจะกินขนมอยู่ไม่ใช่หรือไง เปลี่ยนอารมณ์เร็วชะมัด
แต่เขาน่าจะชินได้แล้วล่ะมั้ง อยู่ด้วยกันมาเกือบปีแล้วนิ
ผมไปไหนไปด้วยกับจงฮยอนคนนี้นานมากจริงๆ เราสองคนดรอปเรียนแล้วหันไปใช้ชีวิตอิสระ
เดินทางไปนู่นมานี่เป็นว่าเล่น งานอดิเรกของผมที่ทำอยู่ก็คือวาดรูป
ส่งไปให้งานจัดแสดง บังเอิญจงฮยอนมันถ่ายรูปผมลงแกลลอรี่แล้วมีคนสนใจ
เขาติดต่อมาขอซื้อผลงานผมด้วย
ผมเลยโชคดีไปโดยปริยาย
งานที่เราทำเลยเป็นอิสระไปซะแบบนั้น ท่องเที่ยวไปที่ต่างๆด้วยกัน
จงฮยอนถ่ายภาพส่งไปให้บริษัทท่องเที่ยว ส่วนผมก็วาดภาพส่งไปให้แกลลอรี่ที่รองานไปจัดแสดงตามที่ต่างๆ
ได้เงินดีเหมือนกันนะ เพราะเราสองคนผลาญเงินพ่อแม่เป็นว่าเล่น
แต่พวกท่านก็ไม่ได้ว่าอะไร เพราะตอนนี้เราสองคนเกือบจะไม่ได้รบกวนพวกท่านแล้วจริงๆ
แถมบางครั้งยังส่งเงิน ส่งของฝากกลับไปซะด้วยซ้ำ
กลับมาในปัจจุบันเมื่อร่างเล็กตอบผมและเหมือนคล้ายๆว่าจะมันจะกลายเป็นคำถามไปในตัว
“ก็นายบอกว่าจะกินอาหาร”
“งั้นร้านหน้านี้เลยครับตัวเล็ก”
ร่างโปร่งตอบ
แล้วพยักเพยิดหน้าไปที่ร้านข้างหน้า ไหนๆแล้วก็เจอพอดี ก็เอาเลยแล้วกัน
จะได้ไม่เสียเวลาเดินหาให้เหนื่อย เห็นจงฮยอนกินง่ายก็จริง
แต่กว่าเจ้าตัวจะเลือกร้านที่ถูกใจได้คงรออีกนาน
เพื่อป้องกันว่าอีกฝ่ายจะเลือกร้านเอง ผมเลยตัดสินใจเลือกร้านที่เห็นนี้ซะเลย -
-;
.
.
.
มือเรียวตวัดปลายดินสอไปตามแรงบนเนื้อกระดาษชั้นดีแผ่นใหญ่
ดวงตาคมมองภาพตรงหน้าเพื่อจดจำส่วนโครงร่าง
ก่อนจะหันมาสนใจภาพที่ตัวเองกำลังร่างเอาไว้
ดินสอธรรมดาที่ตวัดไปตามแรงเพื่อเล็กให้ได้โครงภาพที่ต้องการจริงๆ
แล้วค่อยๆลงรายละเอียดที่เด่นชัดออกมาให้ได้มากที่สุด
กลีบซากุระที่ลอยเหนือน้ำกับเงาของตากล้องที่สะท้อนออกมาในน้ำ
ภาพคนตัวเล็กถูกลงละเอียดให้ออกมาตามต้นฉบับจริงๆ
เขาขอให้คนตัวเล็กถ่ายให้เมื่อครู่นี้เอง
และปล่อยให้ร่างนั้นเดินเล่นระหว่างที่เขากำลังลงมือวาดภาพเท่านั้นเอง
จงฮยอนเดินถ่ายภาพกลีบซากุระไปเรื่อยๆจนพอใจ
แล้วหันไปถ่ายภาพคนที่กำลังตั้งใจวาดภาพตรงม้านั่ง ร่างสูงโปร่งในชุดเสื้อแขนยาวพับขึ้นมาถึงศอก
กางเกงสีดำยาวแบบเรียบง่าย นั่งบนม้านั่งสีเทาอ่อนๆ
ใต้ต้นซากุระสีหวานที่ปล่อยกลีบให้ร่วงหล่นตามกาลเวลา
ร่างเล็กเอากล้องลงจากใบหน้าแล้วเดินไปหาคนที่ตั้งใจวาดภาพ
หลังจากที่ไปหาอะไรทานจนพอใจ เราสองคนก็กลับไปที่พัก แล้วออกมาอีกรอบ ไปที่อื่นต่อ
และยังรวมไปถึงอุปกรณ์ของนักวาดคนเก่งด้วย พี่เขาขอให้ผมถ่ายภาพให้
แล้วนำไปล้างมานั่งวาดรอผมเก็บภาพเหมือนอย่างเคย
รอยยิ้มมุมปากที่ขัดกับแววตาจริงจังนั้นทำเอาร่างเล็กรู้สึกขำไม่น้อยเลย
เขาไม่รู้ว่าคนที่นั่งตรงนั้นจะเครียดกับการวาดภาพหรืออารมณ์ดีกับการวาดภาพตรงหน้ากันแน่
อนยูตวัดนิ้วเรียวที่จับดินสอ
ค่อยๆบรรจงลงรายละเอียดที่ต้องการอย่างใจเย็นอีกเพียงเล็กน้อย
ก่อนจะจัดการเก็บของที่ใช้วาดลงกระเป๋าใบเล็ก แล้วมองภาพตรงหน้าอีกที
ว่ามีอะไรที่ยังขาดไปหรือเปล่า ดวงตาคมกวาดไปทั่วภาพแผ่นไม่ใหญ่นักก่อนจะยกยิ้มอย่างพอใจ
เรื่องลงสี เขากะว่าจะไปต่อที่ห้องพัก เพราะที่นั้นคงจะสงบกว่านี้เป็นแน่
“สวยจัง”
คนที่เดินมาถึงเอ่ยชม
ก่อนจะนั่งลงเบียดคนตัวอุ่น มองภาพที่คนตรงหน้าวาดอย่างพอใจเช่นกัน
ขนาดไม่ได้ลงสียังสวยขนาดนี้ ถ้าลงสีจะสวยขนาดไหน หัวเล็กๆนั่นคิด
ดวงตากลมกวาดสายตามองภาพทั้งแผ่นอีกครั้ง ก่อนจะหยุดนิ่งมองภาพตั้งเอง
แทนที่จะเป็นภาพเขาหลังกล้องแท้ๆ แต่อนยูก็เลือกที่จะวาดภาพใบหน้าเขาให้เห็นกันจริงๆ
“พี่วาดเราเหมือนล่ะสิ”
คนวาดถาม
ก่อนจะเหลือบมองร่างที่นั่งลงข้างๆตัวเอง คงจะถ่ายรูปจนพอใจตัวเองได้แล้ว
เลยพาร่างกายเล็กๆนั้นมานั่งเอาแรงกับเขาในตอนนี้
มือนุ่มยกไปจับหัวของคนข้างๆเอนมาพิงกับไหล่ตัวเองให้สบายขึ้นอีกหน่อย
“เปล่าหรอก มันสวยมากๆเลยต่างหาก”
จงฮยอนตอบอย่างที่คิดในใจ
แล้วไล่สายตามองรายละเอียดคร่าวๆของภาพตรงหน้า
เรือนลางแต่ชัดเจนในความรู้สึกของเขาจริงๆ เหมือนจะหายไปแต่ก็ยังคงอยู่
คิดได้สักพักก็เลื่อนเปลือกตานวลปิดลงพักผ่อนช้าๆ ขออยู่สบายๆสักแปปนึงแล้วกัน เพราะยังไงคนคนนี้ก็ไม่เคยจะบ่นเขาสักที
“ยังไม่ได้ลงสีเลย รู้ได้ไงว่าสวย”
ร่างที่โดนพักพิงถามต่อ
ทั้งๆที่รู้ว่าอีกฝ่ายคงปิดเปลือกตาลงเพื่อพักผ่อนไปแล้ว
ส่วนเรื่องที่ว่าจะเข้าไปในความฝันแล้วหรือยังก็ไม่แน่ใจ
ก่อนจะมีเสียงดังออกมาทำให้รู้ว่าอีกฝ่ายยังไม่ได้หลับไปจริงๆ
“ผมเชื่อว่ามันต้องออกมาดูดี”
“เรากลับที่พักไหม”
อนยูถาม
เมื่อเห็นว่าอีกคนคงอยากพักผ่อนเสียประดาแล้วล่ะ
“ไม่เอา ขอพักแปปนึง”
ร่างเล็กปฏิเสธ
“ก็ไปนอนที่ห้องเลยไง”
อนยูเอ่ยต่อ เพื่อว่าอีกฝ่ายจะเปลี่ยนใจ
“พี่อุ้มหน่อย”
จงฮยอนบอกทั้งๆที่ตาปิด ตอนนี้ขี้เกียจจริงๆ
“เกาะดีๆแล้วกัน”
ร่างโปร่งตอบ
ก่อนจะปล่อยให้ร่างเล็กขึ้นขี่หลัง แล้วแบกร่างนั้นขึ้น
ก่อนที่จะยื่นของให้คนตัวเล็กสะพาย แล้วออกเดินไปด้านหน้า
ส่วนคนด้านหลังก็เหมือนจะหลับไปแล้วเรียบร้อย
กลับมาแล้ว กลับมาถึงแล้วเกาหลี เมืองโซลที่คิดถึง
ผมจากไปและไม่คิดว่าจะได้กลับมาเร็วขนาดนี้
ผมคิดว่าผมยังไม่พร้อมที่จะกลับมาเห็นคนคนนั้นเลยให้ตายสิ
ผมยังไม่พร้อมที่จะหน้าเขา คนที่ยิ้มสดใสแบบนั้น
คนที่เคยทำให้ผมใจเต้นแรงทุกครั้งที่เห็นหน้า คิมจงฮยอนคนนั้นจะเป็นยังไงบ้างนะ
จะลืมผมไปหรือยัง จะให้อภัยกับสิ่งที่ผมเคยทำหรือเปล่า
มือหนึ่งข้างยกโบกเรียกแท็กซี่
หลังจากที่จัดการอะไรแล้วเรียบร้อย
อยากไปเจอหน้าคนที่ทิ้งให้ผมอยู่กับความว่างเต็มทีแล้วซิ
ผมเข้าไปนั่งด้านในและไม่ลืมบอกจุดหมายปลายทางให้คนลุงคนนั้นด้วย
ก่อนจะหันหน้าออกไปทางหน้าต่างมองวิวสองข้างทางที่เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา
ไม่ได้กลับมานานแบบนี้ ผมจะหลงทางกลับบ้านตัวเองไหม -
-;
เส้นทางที่มองเห็นเริ่มคุ้นตามากขึ้น
ผมกำลังจะกลับบ้านตัวเอง ไปตั้งหลักเรื่องจงฮยอนก่อนสักหน่อย
ผมยังไม่อยากไปงอแงใส่ร่างเล็กนั่นให้เสียฟอร์มหรอนะครับ ถึงแม้ว่าอยากจะเจอคนคนนั้นมากก็ตามที
ผมเดินลงจากรถพร้อมกระเป๋าใบโตสองใบของตัวเองลงมาด้วย
ก่อนจะยื่นเงินให้คุณลุงคนขับรถ จากนั้นก็เดินไปกดกริ่งบ้านตัวเอง ย้ำนะว่าบ้านตัวเอง
- -;
รอสักพักก็มีคนมาเปิดประตูและช่วยผมขนของเข้าไปข้างในบ้าน
สนามหญ้าที่ดูไม่ค่อยจะเปลี่ยนแปลงไปเท่าไหร่
แถมเหมือนว่าจะมีตัวอะไรสักอย่างกำลังวิ่งมาทางนี้ ถ้าจำไม่ผิดน่าจะเป็นหมานะครับ
ร่างสูงทอดสายตามองไปด้านหน้าที่มีเจ้าขนปุยสีขาววิ่งมาทางนี้ด้วยท่าทางดีใจ
อาการแบบนั้นทำเอาคนเป็นเจ้าของอย่างร่างที่กำลังเดินไปหาอดยิ้มมุมปากไม่ได้
ยังจำได้ซินะ มินมิน ชื่อเจ้าหมาตัวใหญ่ขนยาวสลวยวิ่งที่มาหาผม
ก็เจ้าตัวนี้ไม่ใช่เหรอที่ผมเคยซื้อให้คนตัวเล็กเมื่อสามปีก่อน
ช่วงนั้นเรารักกันดี และผมก็เล่นกับมันออกจะบ่อยไป
แต่ที่สงสัยคือเจ้าตัวนี้มันมาโผล่ที่บ้านผมได้ยังไงนี่สิ
เจ้าตัวยุ่งที่วิ่งมาถึง
กระโดดตัวสูงใส่ผมอย่างดีใจ จนผมที่เดินอยู่ดีๆต้องล้มลงไปนั่งกับพื้นเลยที่เดียว
ใครเป็นคนขุนเจ้ามินมินให้อ้วนจนแรงเยอะแบบนี้เนี่ย -
-; ผมไม่ได้มีแรงเยอะถึงขนาดรับแรงจากเจ้าขนปุยนี่ไหวเหมือนเดิมแล้วนะครับ
“มาไงเนี่ยเรา”
ผมถามเจ้าตัวยุ่ง ที่พยายามเลียหน้าผม
แต่ผมจับหน้ามันไว้ก่อนนะครับ ถึงจะรู้ว่าเจ้าขนปุยนี้จะตอบเข้าไม่ได้
แต่ก็ยังอยากจะถามอยู่ดี
“แม่เราหายไปไหนแล้วล่ะครับ”
ผมถามต่อ
แต่น้ำเสียงกลับเริ่มเบาหวิวไปเสียแบบนั้น นึกถึงเมื่อตอนนั้นทีไร
ใจผมก็หลุดลอยหายไปแทบจะทันที เหมือนเจ้าหมาจะรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น
เลยเปลี่ยนจากเลียหน้าผมเป็นเอาหัวมาถูไถผมแทนซะแบบนั้น
เห็นท่าทางแบบนี้แล้วก็อดนึกถึงคนคนนั้นอีกแล้ว อาการที่เหมือนออดอ้อนแบบนี้
มันดูเหมือนคนคนนั้นไม่มีผิดเลย ได้แม่มาเยอะนะเราเนี่ยมินมิน
“คุณจงฮยอนเอามาให้เมื่อปลายปีก่อนค่ะ”
สาวใช้ที่ช่วยถือของเอ่ยบอกคนเป็นเจ้านายเบาๆ
“เขาคงไม่ต้องการมันแล้วล่ะครับ”
“แต่ว่า...มันมีมากกว่านี้อีกค่ะ”
เสียงสาวใช้บอกออกมาอีกครั้ง
ก่อนที่คนตัวสูงจะหันหน้าไปเพื่อให้แน่ใจว่าไม่ได้หูฝาดจริงๆ มันมีมากกว่านี้อีกได้รับการยืนยันจากสาวใช้อีกคนที่เดินมาได้ยินและพยักหน้าตอบเบาๆ
ทำเอาคนตัวสูงต้องรีบลุกจากพื้น แล้ววิ่งเข้าไปในบ้าน
โดยไม่ได้สนใจของที่ตัวเองเอามาเลยแม้แต่น้อย
สองขาเรียววิ่งขึ้นบันไดไปชั้นสอง
โดยที่ไม่ได้สนใจกับคนใช้ที่มายืนรอเลยแม้แต่น้อย ได้แต่ตั้งหน้าตั้งตาวิ่งไป
ก่อนจะฝีเท้าลงที่หน้าห้องตัวเอง ลมหายใจอุ่นร้อนถูกพ่นออกมาบรรเทาความเหนื่อยจากการวิ่งเมื่อครู่
ก่อนจะกลั้นใจเปิดประตูไม้ลวดลายงามช้าๆ
“งื้อ พี่อนอ่า อย่าแย่งของฮยอนนะ”
ร่างบางว่าแล้ววิ่งไล่คนตัวอวบ
ที่แย่งช็อคโกแลตชิ้นสุดท้ายของเขาวิ่งหนีไป
ทั้งๆที่เขากำลังจะพยายามกินมันอยู่แล้วเชียว แต่ยังไม่ทันจะได้กิน
ก็ต้องวิ่งไล่ตามเอาช็อคโกแลตน้ำตาลรสหวานนั้นเสียแล้ว
“อยากกิน ก็จับให้ได้สิ : P ”
อนยูตอบอีกฝ่าย ก่อนจะวิ่งไปอีกฝั่งของต้นไม้
เขากำลังแกล้งใครบางคนอยู่ยังไงล่ะ หลังจากที่ผมอุ้มเจ้าตัวเล็กนี้ขึ้นหลังเพื่อพากลับที่พัก
แต่ระหว่างทางเจ้าตัวยุ่งมันก็เกิดอยากจะกินขนมขึ้นซะดื้อๆ ผมเลยวางร่างนั้นลงและเดินตามไปร้านขนมเสียมิได้
เคยมีใครบอกไหมว่าอนยูน่ะตามใจจงฮยอนแทบทุกเรื่องเลยนั่นแหล่ะ
ผลก็ออกมาเมื่อเจ้าตัวเดินไปเจอร้านขายของสมใจ
และลากเขาไปโซนขนมแทบจะทันที แต่สิ่งที่ต้องตาต้องใจร่างเล็กก็มีไม่กี่อย่าง
ทำให้เราสองคนออกมาจากนั้นได้เร็วกว่าที่ผมคิดไว้เสียอีก
ผมเลยจูงร่างเล็กๆไปหาที่นั่งเพื่อทานขนมเล็กๆน้อยตามระหว่างทางที่เดินผ่าน
“เฮ้ย”
ร่างเล็กอุทานหลังจากสะดุดกับอะไรสักอย่าง
ทำให้ร่างนั้นล้มลงไปกองกับพื้นแทบจะทันที
ทั้งๆที่เมื่อกี๊ก็วิ่งไล่คนคนนั้นดีๆอยู่แท้ๆเชียว ทำไมซังเทแบบนี้อ่ะ จงอยอนเอ้ย
“เป็นอะไรมากหรือเปล่า”
เมื่อได้ยินเสียงอุทาน คนที่วิ่งหนีเลยหันกลับไปมอง
สายตาก็ไปหยุดกับร่างเล็กๆนั้น ก่อนจะส่งเสียงถามอีกฝ่ายอย่างเป็นห่วงก่อนที่จะมาถึงตัวเสียอีก
สองขาเรียวรีบรุดย่อเข่าช่วยพยุงร่างเล็กๆนั้นขึ้น
แต่ดวงตากลมๆนั้นก็ตวัดมองอย่างไม่พอใจ คงเดาไม่ยากเท่าไหร่หรอกมั่ง ถ้าเจ้าตัวเล็กจะส่งสายตาท้วงให้เขากลายเป็นคนผิดเสียแบบนั้น
“พี่อ่า”
“ขอโทษ ไม่รู้ว่าจะซังแทเป็นเหมือนกัน”
อนยูเอ่ยขำๆ
ก่อนจะปล่อยอีกฝ่ายให้ยืนบนพื้นด้วยตัวเอง มือหนาเอื้อมลงต่ำไปปัดฝุ่นบริเวณเสื้อผ้าของคนตัวเล็กอย่างเบามือ
ในขณะเดียวกันร่างเล็กก็ยังเชิดหน้าไปอีกทางด้วยความไม่พอใจอยู่ดี
“จงฮยอนอา หายโกรธนะ”
คนตัวอ้วนเอ่ยเสียงอ้อนใส่คนตัวเล็ก
ใบหน้าเหมือนซาลาเปากำลังอมยิ้มจนตาแทบปิดใส่อีกฝ่าย
ก่อนจะเอื้อมมือไปดึงร่างเล็กๆนั่นมากอด
แล้วจัดการเอาหัวกลมๆของตัวเองถูไถคอเล็กนั้นไปมา
ทำเอาคนร่างบางพยายามผลักหัวนั้นออกด้วยความรำคาญ
แต่เพียงจะยื่นมือไปผลักออกเท่านั้นแหล่ะ อีกฝ่ายก็เอาหัวไปหลบอีกด้านอย่างรู้ทัน
ว่าเขากำลังจะทำอะไรกับตัวเอง นายนี่มันน่า.....จริงๆเลยนาอนยูกุน -
-;
“ไม่ยกโทษให้หรอก”
จงฮยอนเอ่ยอย่างเอาแต่ใจ
เสียงสะบัดใส่คนอ้อนอย่างงอน แล้วพยายามขืนตัวออกจากอ้อมกอดของอีกฝ่าย ดิ้นไปดิ้นมาอยู่ซ้ำๆ
แต่อีคนก็ไม่ยอมปล่อยเขาให้เป็นอิสระสักที ชักจะเริ่มเหนื่อยซะแล้วสิ
ทำไมถึงได้ดื้อด้านแบบนี้ - -;
อนยูก้มลงมองคนในอ้อมกอดที่หยุดดิ้นแล้ว
ก่อนจะดุนหลังให้อีกฝ่ายเดินไปข้างหน้า ถึงตอนแรกกำลังจะงอแงไม่อยากเดินก็เถอะ
สงสัยจะทนรำคาญจากเขาไม่ไหว เลยต้องเดินไปข้างหน้าอย่างช่วยไม่ได้
จงฮยอนอยู่กับเขามาสักพัก จนชักจะเริ่มเอาแต่ใจตัวเองมากขึ้นทุกวันซะแล้วสิ
แต่ว่าก่อนที่เขาจะได้ดูแลจริงๆจังๆแบบนี้
มินโฮมันตามใจจงฮยอนมากกว่านี้ไม่ใช่เหรอไง - -;
ผมปล่อยร่างนั้นจากอ้อมกอดแล้วคว้ามือเล็กนุ่มนิ่มนั่นมากุมไว้
ก่อนจะออกแรงดึงให้เดินตาม ตอนแรกก็เริ่มขัดขืน แต่พอรู้ว่าผมไม่ยอมปล่อย
เจ้าตัวเล็กเลยจำใจเดินตามผมแบบหน้างออย่างไม่พอใจ
พอเริ่มเดินไปเรื่อยๆและไม่มีว่าจะสิ้นสุดที่ไหน อีกฝ่ายเลยถามผมว่าจะพาไปไหน
แต่ผมก็เงียบ ไม่ได้ตอบอะไร และไม่ได้เอ่ยอะไรต่อ
แต่ดูเหมือนจงฮยอนจะเริ่มถามผมมากขึ้นกว่าเดิมเสียแล้ว ทั้งถามว่าจะพาไปไหน
อีกสักพักก็ถามว่าโกรธอะไรเขาหรือเปล่า ตามมาด้วยเสียงสะอื้นเบาๆจากด้านหลัง
ที่ทำให้ผมต้องหยุดเดิน และหันไปคว้าร่างนั้นมาลูบหัวเบาๆ
ผมแกล้งคนคนนี้มากเกินไปหรือเปล่า
นั่นคือสิ่งที่อนยูคิด ก่อนจะกอดร่างนั้นไว้เบาๆ ลูบหัวคนตัวเล็กซ้ำๆอย่างปลอบโยน
พร้อมกระซิบถามว่าร้องไห้ทำไม คนตัวเล็กก็ตอบว่า ก็อนยูไม่พูดกับผม
ผมเลยบอกอีกฝ่ายว่า ที่ไม่พูดเพราะว่าไม่รู้จะตอบอะไรต่างหาก
เล่นถามทุกๆสิบวินี่นา คนตัวเล็กก็ยิ่งร้องไห้สะอื้นใหญ่เลย
ผมลืมไปใช่ไหมว่าอีกฝ่ายร้องไห้ง่าย แต่หยุดยากมากๆ ความซวยมาเยือนแล้วไง
TBC
ขอบคุณที่ยังรออ่านกันนะ : )
ถึงจะไร้ความรับผิดชอบ ห่างหายไปนาน
แต่ขอสัญญาว่ายังไงก็จะไม่ทิ้งแน่นอน
แล้วเจอกันใหม่นะ ^^
จะสมหวังไหมเนี้ย เห็นสวีทกะอนยูซะ ลืมมินโฮแล้วหรอ ปล.รอคำว่ารักอยู่นะ สู้ๆ:-)
ตอบลบ